เที่ยวตุรกี ฟ้าใสที่โบดรุม เมืองที่มีมนต์เสน่ห์แห่งริมทะเลอีเจียน

1,962 Views

หลังจากรอคอยมานาน ตอนนี้เราก็ได้มาอยู่ที่สนามบินอะตาเติร์ก กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี เวลาที่นี่จะช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง ซึ่งที่ๆ เรากำลังจะไปชมคือเมืองโบดรุม (Bodrum) เมืองท่าทางตะกวันตกตอนใต้ของประเทศ ติดกับทะเลอีเจียน (Aegean)


จากอิสตันบูล ซึ่งเป็นเมืองหลวงหลัก เราใช้เวลาบิน 50 นาทีก็จะถึงเมืองโบดรุม Bodrum ช่วงตอนที่ร่อนลงมองจากเครื่องบิน ทิวทัศน์ที่นี่ดูสวยแปลกตา บ้านสีขาวหลังเหลี่ยมๆ เล็กๆ และผ่านอันทิก ทิยาโทร (Antik Tiyatro) ซึ่งเป็นอัฒจันทร์สมัยโบราณ ปัจจุบันมีไว้สำหรับเป็นที่แสดงคอนเสิร์ตในฤดูหนาว

เขตที่พักของเราคือ เขตกุมเบ็ท (Gumbet) เมื่อนั่งรถมาใกล้ถึงที่พัก เราก็พบกับวงเวียนอนุสาวรีย์อะตาเติร์กขี่ม้า มือขวาถือช่อมะกอก ซึ่งหมายถึงสันติภาพ ข้อความที่ฐานอนุสาวรีย์นี้เขียนว่า "Peace at home, peace in the world" ผ่านไป 30 นาที ก็มาถึงโรงแรมจารา (Jarra Hotel) ที่พักของเรา

โรงแรมนี้ เป็นโรงแรมเล็กๆ ตกแต่งสไตล์ตุรกี ที่นี่มีกฎของการสร้างอาคารคือ จะไม่สามารถสร้างตึกบังวิวกัน คืนแรกนี้เรารับประทานอาหารเย็นที่่โรงแรม วันรุ่งขึ้น เพื่อนชวนว่า เราน่าจะไปดูการแข่งขันการเต้นพื้นเมือง (Turkish Folk Dance Competition) ที่สนามกีฬาใกล้ๆ โรงแรม เราก็พากันเดินไปที่ Ataturk Stadium ทีมนักเต้นพื้นเมืองนี้ จะเดินทางมาจากทุกส่วนของประเทศ เครื่องดนตรี และแนวการเต้นจะคล้ายๆ กัน แต่รายละเอียดของการแต่งตัวต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าเมืองนั้นติดกับประเทศอะไร ก็อาจจะได้อารยธรรมการแต่งกายจากประเทศนั้นๆ

วันต่อมา พวกเรานั่งรถเมล์เข้าไปยังแหล่งช้อปปิ้ง และสถานบันเทิงชื่อดังของเมือง เดินชมถนนช้อปปิ้งได้พักใหญ่ จากนั้น เราก็เดินทางต่อไปที่ Bodrum Castle ซึ่งเป็นปราสาทที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ว่ากันว่า ที่นี่เคยถูกใช้เป็นคุก เราเห็นประตูที่มีคำสลักไว้บนวงกบใจความว่า "ภายในประตูเข้าไปไม่มีพระจ้า จึงไม่ต้องอ้อนวอน" เพื่อให้คนทำผิดที่เชื่อในพระเจ้าหลาบจำ จากปราสาทนี้ สามารถมองเห็นวิวของเมือง และเวิ้งชายหาดที่สวยงามมาก ภายในปราสาท มีทั้งของเก่าที่ขุดได้จากทะเล และสิ่งของที่แสดงให้เห็นถึงอารยธรรมโบราณของเมืองนี้ สวยคุ้มค่าที่เดินเหนื่อยจริงๆ

เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของเมืองนี้ก็คือ เกือบทุกบ้านในเมืองนี้จะปลูกผลไม้ไว้ ทั้งในบริเวณบ้าน หรือริมรั้ว ถ้าเพื่อนบ้าน หรือใครเดินผ่านไปผ่านมาก็เก็บกินได้เลย ไม่มีใครว่า เพราะชาวเมืองเขาภูมิใจว่าประเทศเขาอุดมสมบูรณ์ วันหนึ่งเราเดินผ่านต้นไม้ขนาดกลางต้นหนึ่ง เพื่อนชาวตุรกีของเราหยุด แล้วเดินไปเก็บผลไม้จากต้นนั้นมาให้เรา มันเป็นสีขาว ปุ่มๆ ดูแปลกคล้ายพวกเบอร์รี่ เจ้าผลไม้นี้เรียกว่า ดุ๊ท (Dut) รสชาติหวานดีนะ

วันต่อมา เพื่อนแสนดีที่ทำงานบริษัททัวร์ที่กุมเบ็ทจับเรายัดเข้ากรุ๊ปทัวร์ชมเมือง (City Tour) ออกเดินทางตอน 11 โมง พาไปเที่ยวตลาดนัดในเขตโบดรุม เป็นตลาดใหญ่ๆ คล้ายๆ จตุจักรบ้านเรา มีสินค้าพื้นเมืองขายเยอะแยะ ผลไม้แห้ง ถั่วหลากชนิด เครื่องหนัง เครื่องเงิน เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ฯลฯ ราคาถูก จากนั้นก็ไปช้อปปิ้งที่ร้านสุลต่าน (Sultan Bazaar) ดูนักท่องเที่ยวซื้อของกันคนละมากมาย ช่างคึกคักดีทีเดียว

ที่สุดท้ายที่เราไปวันนี้คือ วินมิล (Windmill) เป็นแหลมสันเขา สวยงามมาก มองออกไปทางทะเล ด้านซ้ายมือจะเป็นหาดบาดักชึ (Bardakci Bay) และหาดโบดรุม (Bodrum Bay) ด้านขวาจะเห็นหาดกุมเบ็ท (Gumbet Bay) บริเวณชายหาดมีไอศกรีม เหมือนไอศกรีมอิตาเลี่ยนที่ขายตามห้างฯ บ้านเรา แต่มันคือไอสกรีมตุรกี (Turkish Ice Cream) เวลาตักจะใช้มีดซึ่งดูเหมือนชะแลงค่อยๆ งัดออกมา ไอศกรีมเนื้อสีขาว หอมอ่อนๆ เวลาตักจะมีความเหนียว เพราะเขาจะใส่ส่วนผสมที่เรียกว่า Salep Powder ลงไป อร่อยจนกินทุกวัน.. คืนสุดท้ายก่อนกลับ เราก็สั่งไอศกรีมตุรกีใส่ในผลเมล่อนเขียวผ่าครึ่ง อืมมมม บอกได้คำเดียวว่า สุดยอดค่ะ

หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป วันนี้เราจะล่องเรือ Boat Trip ตื่นนอนมาด้วยความสดใส คึกคักเป็นพิเศษ พอ 11 โมง กลุ่มเราก็ไปถึงท่าเรือกุมเบ็ทแล้วค่ะ ในเรือลำสวย เราจองโต๊ะยาวที่ส่วนล่างไว้สำหรับชมวิวทะเล เรือพาไปทางตอนล่างอ้อมหลายเกาะอยู่ แล้วก็จอดบริเวณเกาะนกนางนวล (Seagull Island) ให้นักเท่องเที่ยวได้ว่ายน้ำเล่น เรื่อที่ว่าก็มีด้วยกัน 2 ลักษณะ แบบแรกเรียกว่า กูเล็ท (Gullet) ซึ่งจะใช้ล่องได้ดีในทะเลเปิด หรือกระทั่งในมหาสมุทร และอีกแบบ ไอนัคคึช (Ayna Kic) จะมีกระจกอยู่ด้านท้ายของเรือ ล่องได้ดีในทะเลใน และมีพื้นที่ใข้สอยมาก และสะดวกสบายกว่า

มื้อเที่ยงมาถึง ประมาณบ่ายโมง อาหารที่รอคอยก็ออกมาจากครัวของเรือ เป็นสปาเก็ตตี้ กินกับเนื้อบดปรุงรสทอด พร้อมด้วยสลัด และขนมปัง อร่อยมากนะคะ จากนั้น เราก็ล่องเรือต่อไปที่หาดอูฐ (Camel Beach) ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถขี่อูฐเที่ยวในบริเวณนั้นได้ หาดนี้ ทรายสวยละเอียด พวกเราตั้งใจว่าลงไปว่ายน้ำทะเลเล่นดีกว่า แต่แค่เราเดินลงไปครึ่งตัว ..พระเจ้าช่วย หนาวมากๆ เหมือนใครเอาน้ำในตู้เย็นมาใส่ในทะเลนี้

ของทานเล่นอีกอย่างที่อยากเล่าถึงก็คือ ข้าวโพดต้มของที่นี่ ดูไฮโซกว่าข้าวโพดต้มบ้านเรามาก ขายอยู่ในรถเข็นสีเงินเหมือนรถไอศกรีม มีฝาครอบเรียบร้อยสะอาด แต่ราคาแพงมาก และ..เอ๊ะ พวกเพื่อนๆ เรียกชายขายของคนหนึ่งให้หยุดก่อน แล้วก็ซื้อเจ้าสิ่งแดงๆ ที่อยู่ในมือชายคนนั้น มันคือ เอลมา เซเครี่ (Elma Sekeri) หรือ Apple Candy ของฝรั่งนั่นเอง เขาจะนำน้ำตาลใส่สีแดงเคลือบแอปเปิ้ลเขียว รวมแล้ว Boat Trip วันนี้นับเป็นประสบการณ์ที่ดี และสนุกทีเดียว

อาหารการกินของที่ตุรกีนี้ เนื่องด้วยประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ก็จะไม่มีอาหารที่ทำด้วยหมูเลย จะมีแต่เนื้อไก่ วัว ปลา เมืองนี้มีผัก ผลไม้ราคาถูก และสดมาก ผลไม้ที่นี่จะหวานหอมมาก เป็นความหวานธรรมชาติ อาหารที่เรารับประทานมักจะเป็นอาหารพื้นเมือง และที่โรงแรมจารานั้น ทุกเช้าจะเสิร์ฟอาหารเช้าแบบตุรกี (Turkish Breakfast) มีไข่ต้ม ชีสขาว มะเขือเทศสด แตงกวาสด มะกอกเขียว มะกอกดำ แฮม กินกับขนมปัง เนย แยม โดยจะโรยแค่เกลือลงไป .. และดื่มชาร้อนๆ ไปด้วย เก๋ไปอีกแบบ แต่เฮลตี้มากมาย

สำหรับมื้อเที่ยง คนตุรกีรับประทานทั้งข้าว และขนมปัง ถ้าเป็นข้าว ก็จะเอาแกงถั่วขาวราดลงไปด้วย และอาหารอีกอย่างที่นิยมรับประทานกับข้าวคือ มูซาก้า (Musakka) เป็นอาหารในมื้อกลางวันที่เร่งรีบ หรือไม่ก็เป็นเนื้อบดปรุงรสอบกับดิล ราดด้วยโยเกิร์ต อาหารนิยมอีกอย่างคือ กูเวช (Guvec) เป็นตับอบซอส รสเริ่ดอยู่นะคะ ส่วนอาหารพวกเคบับ (Kebab) ที่คนไทยคุ้นหู ก็มีหลากหลาย เช่น ลาคมาชุน (Lahmacun) เป็นแผ่นแป้งอบมีเครื่องปรุงต่างๆ อบด้วยกัน และเค้าจะนำผักคล้ายผักชี มะเขือเทศ และหอมใหญ่ใส่ แล้วบีบมะนาวใส่บนแผ่นแป้ง แล้วม้วนกิน อร่อยมากกก อีกอย่างคือ อาดานา เคบับ (Adana Kebab) เป็นเนื้อปรุงรส ทำเป็นเส้นนำไปปิ้งไฟ กินกับแผ่นแป้ง คล้ายพิซซ่า หรือกินกับข้าวที่เสิร์ฟมาด้วยก็เปลี่ยนรสชาตได้ดี

คนที่ชอบขนมหวาน ขอแนะนำขนมเอกเมก ทัทลีซี่ (Ekmek Tatlisi) เป็นเค้กที่ใช้น้ำผึ้งเป็นส่วนผสมหลัก หรือ คาซานดีบี โรยด้วยถั่ว แล้วโปะด้วยเตอร์กิชไอศกรีม อันนี้รสชาตจะเป็นนมที่นำไปอบ จะหอมอยู่ในปาก ส่วนมื้อเย็น ก็เริ่มออกตัวด้วย โดมาเทซ ชอบาชึ (Domates Corbas) ซุปมะเขือเทศโรยด้วยชีสเหลือง ถัดมาเป็น โดลม่า (Dolma) เป็นพริกหยวกยัดไส้ด้วยข้าวผัดกับองุ่น แล้วเช้ากัม (Salgam) เป็นหัวผักกาดดอง เสิร์ฟพร้อมกับ โชบันสลัด .. อาหารจานหลักเป็น ทาเซ่ ฟาซูลเย่ (Taze Fasulye) เค้านำถั่วมาผัด อันนี้เราชอบมาก และกินหลายครั้ง สังเกตได้ว่าอาหารตุรกีส่วนใหญ่จะเสิร์ฟสลัดให้กินด้วยกันในมื้ออาหาร และอีกอย่างคือ จะต้องปิดท้ายด้วยการดื่มชาร้อนหลังอาหาร

อีกหนึ่งที่ที่เราได้ไปคือ เดินเที่ยวตลาด ตลาดเมืองนี้ มีวันอาทิตย์ เป็นเต๊นท์สีขาว มีผักผลไม้ มีร้านขายแป้งสำหรับทำอาหาร ร้านขายชีสหลายแบบ ร้านมะกอก ร้านเครื่องเทศ ร้านขายถั่วและผลไม้แห้ง เสื้อผ้าก็มี เดินดูสนุกดีจัง แล้วก็ได้แต่ซื้อผลไม้ที่เมืองไทยไม่มี (เช่น อีริค คล้ายพลัม, เนคต้า คล้ายพีชผสมแอปปริคอท) ชนิดละ เกือบครึ่งโลบ้าง ครึ่งโลบ้าง ลูกเล็กลูกน้อย ซึ่งเมล่อนแสนหอมอร่อยกลับมาที่โรงแรมให้พนักงานช่วยเตรียมให้เรากะเพื่อนๆ ไว้รับประทานกันหลังมื้อเย็นด้วย

และแล้ววันที่น่าตื่นเต้นก็มาถึง นั่นคือ วันนี้เพื่อนๆ และเราจะได้ไปอาบน้ำแบบตุรกี เรียกว่า เตอร์กิชบาท (Turkish Bath) ห้องอาบน้ำแบบนี้ เป็นห้องหินอ่อนใหญ่โล่ง หลังคาเป็นโดมโค้ง และมีเตียงหินอ่อนใหญ่อยู่ตรงกลาง รอบๆ มีถังรองน้ำเป็นหินอ่อน พร้อมด้วยก๊อกน้ำร้อนเย็นไว้ผสมตามชอบ เพื่อนเข้าไปหมุนผสมน้ำให้ จากน้ำก็เอาน้ำสาด แล้วก็บอกให้เราเอาถุงผ้า แบบผ้าดิบ มาสวมมือ จุ่มน้ำสบู่และถูตัวเอง...พอเรียบร้อย เพื่อนก็เอาน้ำราดบนเตียงหินอ่อนกลางห้อง ขึ้นไปนอนแล้วก็เรียกเราซึ่งยืนงง ให้นอนลงด้วยกัน.. พอนอนลงซักพัก โอ้โฮ้ สบายมากๆ มันมีความร้อนบนเตียงหินนั้น แล้วก็มีชายหนุ่มเข้ามาขัดตัวให้ พระเจ้าช่วย เกิดมาเพิ่งเคยมีชายหนุ่มเข้ามาบริการขัดตัวให้ เราก็ลุกขึ้นนั่ง งงดิ มองหน้าเพื่อน แล้วถามว่า เอาจริงดิ เพื่อนก็บอกว่าไม่เป็นไร เพราะผู้หญิงจะไม่ทำอาชีพนี้ มีแต่ผู้ชาย เค้าแค่ขัด ไม่ต้องคิดมาก ..เอาก็เอา กรีสเบาๆ เราคิด ไหนๆ ก็ไม่มีทางเลือกแล้วนี่นะ เขาให้เรานอนคว่ำ แล้วก็เอาถุงผ้าใหญ่จุ่มลงไปในถังสบู่ จากนั้นยกขึ้นมา แล้วโกยอากาศเข้าถุงให้ป่องๆ แล้วรูดด้วยมือเขาเหนือตัวเรา ก็จะเกิดฟองโฟมละเอียดบนตัวเราเต็มเลย อิอิ ชอบ .. เขาจะทำอย่างนั้นทั้งตัว แล้วจะเอาเจ้าถุงผ้าหยาบใบเล็กสวมมือ แล้วขัดแขน แต่คนขัดคงรู้ว่าเราไม่ค่อยบรรเจิดอารมณ์นัก .. แหม ผู้ชายหล่อล่ำมาขัดตัว มันไม่ชินน่ะเธอ จากนั้นก็นวดคอกะหัวให้ด้วย สบายมาก ขอบอก พอขัดเสร็จ เขาก็บอกให้ยืนขึ้น แล้วเอาน้ำราดตัวให้ จากนั้นฮีก็หัวเราะใหญ่ บอกเพื่อนตุรกีเราว่า เราเกร็งเหมือนหุ่นยนต์ อ้าว พี่..ไม่เคยนี่ พี่ก็ทั้ง Six Packs แถมหล่อรูปปั้นกรีกซะขนาดนั้น ไม่เขินพี่ได้ไงคะ..พอเดินออกมานั่งตรงโถงล็อบบี้ เขาก็บริการเครื่องดื่มเย็น ดีจัง รู้สึกเบาตัว บวกสะอาดสดชื่น แต่..ก็ยังเขินอยู่นะฮะ

วันก่อนสุดท้าย และคืนสุดท้าย

เพื่อนๆ ก็พาไปช้อปปิ้งที่สุลต่าย บาซา (Sultan Bazaar) ที่เรามาแล้วครั้งหนึ่ง เราซื้อเตอร์กิช ดีไลท์ (Turkish Delight) เป็นขนประจำชาติ มีลักษณะเป็นวุ้นเจลาตินก้อน มีรสชาตและกลิ่นหลากหลาย ทั้งกุหลาย สตรอเบอร์รี่ มิ้นต์ ส้ม ส่วนชาที่มีชื่อเสียงคือ ชาแอปเปิ้ล และเครื่องเทศต่างๆ ของที่ระลึกที่ทำเป็นรูปดวงตากลมๆ สีน้ำเงิน หรือฟ้า คือ Evil Eyes มีทั้งพวงกุญแจ โมบาย แก้วน้ำ เป็นความเชื่อของชาวตุรกีว่า ดวงตานี้จะสามารถป้องกันสิ่งชั่วร้ายต่างๆ และพลังความอิจฉา ไม่ให้มาโดนเรา ด้วยการดูดซับรับพลังร้ายนั้นไว้

ช้ัอปปิ้งแล้ว ก็ไปแวะกินขนมหวานประจำชาติอีกอย่างเรียกว่า บัคลาว่า (Buklava) ซึ่งทำมาจากน้ำตาล และแป้งตีเป็นแผ่นบางๆ แล้วคืนนั้นเราส่งท้ายกันด้วยไวน์ขาว เป็นไวน์ตุรกี ตามด้วยเตอร์กิชไอศกรีมบนเมล่อน แหมมม ช่างเป็นการท่องเที่ยวที่มีแต่บรรยากาศดีๆ ผู้คนก็ดี แน่นอนเราจะเก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดี และสัญญาว่าจะกลับไปเที่ยวโบดรุมอีกแน่นอนค่ะ

ฤดููที่ควรไป: หลังวันที่ 15 มีนาคม ถึงเดือนกันยายน

สายการบิน: Turkish Airlines (บินตรง)

สกุลงเงิน: ใช้เตอร์กิช ลีล่า TRY แต่นำไปได้ทั้ง Euro, USD และนำไปแลกที่นั่น

วีซ่า: คนไทยสามารถท่องเที่ยวได้ 30 วันโดยไม่ต้องขอวีซ่า

ข้อมูลท่องเที่ยว: ถ้าพักในโบดรุมจะสะดวกสบายมากในการซื้อแพกเกจทัวร์ไปยังเมืองขึ้นชื่อต่างๆ ติดต่อสอบถามได้ที่ Pause In Time Travel

www.pauseintime.com หรือ pauseintimetravel@hotmail.com หรือ 062 324 9546

 

 

แผนที่เกี่ยวกับบทความนี้

สกู๊ปอื่นๆ ที่น่าสนใจ