ประเทศโครเอเชีย ยุโรปตะวันออก ตอนที่ 2 ย้อนเวลาไปเที่ยวอารีน่า เมืองพูล่า และเที่ยวเมืองเก่าริมทะเลอาเดรียอาติก เมืองโรวินจ์

37 Views

ตะลุยโครเอเชีย ตอน 2 ย้อนเวลาไปเที่ยวอารีน่า เมืองพูล่า และเที่ยวเมืองเก่าริมทะเลอาเดรียอาติก เมืองโรวินจ์

เที่ยวเลาะทิศตะวันตกตามขอบทะเลอาเดรียอาติก ประเทศโครเอเชีย เมืองพูล่า และ เมืองโรวินจ์


เมื่อเราอิ่มอร่อยกับอาหารเช้า และวิวร้อยล้านกันแล้ว.. จะไม่เรียกวิวร้อยล้านได้อย่างไรค่ะ ห้องอาหารเช้าของเราอยู่ที่ชั้น 2 ล้อมด้วยกระจกใสแทนผนัง วิวยามเช้าเป็นแสงสีชมพู สะท้อนบนท้องน้ำทะเลอเดรียอาติก สวยงามมาก... เพื่อนๆ ที่ลงมาทานอาหารเช้า บางท่านโฟกัสไปที่ไลน์เมนูว่ามีอะไรน่ากินบ้างเช้านี้ แต่พอชาขมชี้ชวนให้ดูวิว ถึงกับว้าวววว กันเป็นแถว และไม่พลาดที่จะจับจองโต๊ะริมหน้าต่างในการอร่อยกับอาหารเช้าวันนี้ค่ะ ^^

เมื่อคืนนี้ เราพักที่โรงแรม Grand Adriaticเมืองโอพาเทีย ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศโครเอเชีย เดิมเป็นแคว้นอีสเตรียนั่นเอง ซึ่งเป็นคาบสมุทรติดต่อกับสโลเวเนีย นับเป็นประเทศที่กั้นระหว่างอิตาลีกับโครเอเชียทางภาคพื้น และถ้าเราดูแผนที่ ทั้งหมดของพื้นที่จนสุดรองเท้าบูทประเทศอิตาลี จะมีแนวชายฝั่งขนานกับประเทศโครเอเชีย โดยมีทะเลเอเดรียติกอยู่ตรงกลาง ซึ่งทะเลเอเดรียติกเป็นทะเลสาขาของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ฉะนั้นผู้คนที่อยู่ริมทะเลก็จะมีวัฒนธรรมการกินการอยู่เฉกเช่นเดียวกับผู้คนริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และในมื้อกลางวันวันนี้เราจะได้ชิมเมนูปลาหมึกชื่อดังเรียกว่า คารามารี่ เป็นการนำปลาหมึกมาย่าง ในสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน โดยการนำปลาหมึกมาดองในน้ำมันมะกอกก่อน แล้วจึงนำไปย่างในกระทะ ส่วนสลัดนั้นก็ไม่นิยมกินกับน้ำครีมสลัด แต่เขานิยมราดด้วยน้ำมันมะกอก และบัลซามิก คือน้ำซอสเปรี้ยวที่หมักจากองุ่นนั่นเอง

เมืองโอพาเทีย เป็นเมืองตากอากาศเล็กๆ น่ารัก มีโรงแรมไม่มากนัก และส่วนใหญ่เป็นโรงแรมที่สร้างมาจากยุคเก่า ขนาดห้องอาจจะไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่บริการดีค่ะ แต่ช่วงตุลาคมนี้เมืองโอพาเทียไม่ค่อยคึกคักเท่าไหร่ เพราะว่าเป็นช่วงปลายฤดูกาลท่องเที่ยว ฝรั่งชาวยุโรปจะมาเยี่ยมเยือนประเทศโครเอเชียก็ตรงที่มีแสงแดดแจ่มๆ นี่แหละค่ะ เพราะว่ามาเที่ยวโครเอเชียยังถูกกว่าไปเที่ยวริเวียร่า ในฝรั่งเศส หรือเมืองอื่นๆ ในเมดิเตอร์เรเนียน ..ประมาณเดือนธันวาคมฤดูท่องเที่ยวของที่นี่ ก็หมดลงแล้วค่ะ โรงแรมยังพอหาได้บ้าง แต่ร้านอาหารเก๋ๆ หรือสถานที่ท่องเที่ยวก็ปิดไปตามฤดูกาล ชาวยุโรปจะนิยมมาเที่ยวประมาณเดือนกรกฎาคม สิงหาคม ซึ่งก็นับว่าร้อนมาก และร้อนไปสำหรับคนไทยเราค่ะ

และระหว่างทางเราไปมาจากเมืองซาเกรบ เราจะได้ชมความงามของเมืองริเยก้า (Rijeka) ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของโครเอเชีย อันดับ 2 คือเมืองสปริท (Split) และอันดับหนึ่งนั้นคือ เมืองซาเกรบ (Zagreb) ริเยก้ามีประชากรอยู่ประมาณ 5 แสนคน เมืองนี้ถูกสร้างขึ้นประมาณศตวรรษที่ 18-19 ใช้เป็นท่าเทียบเรือ อู่ต่อเรือ เมื่อมีความเจริญก็เริ่มมีรีสอร์ทเข้ามาสร้างในเมืองนี้

เมื่อท้องอิ่ม เราก็พร้อมออกเดินทางไปยังเมืองพูล่า (Pula) ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งที่มีความโดดเด่นในฐานะศูนย์กลางของคาบสมุทรอิตาเลียน และเคยเป็นเมืองเป็นศูนย์กลางของแหลมอิสเตรีย เราจะไปเที่ยวชมอารีน่า (Arena) หรือ AMPHITHEATER สนามกีฬากลางแจ้ง ซึ่งเป็นสนามกีฬาของชาวโรมันในอดีต เอาไว้ให้สร้างความบันเทิง ในยุคอาณาจักรนั้นโรมันมีประชากรประมาณ 20 ล้านคน คำว่า Arena คือ Athena ในภาษาละติน มีความหมายว่า ทราย เพราะว่าเขาใช้ทรายในการปูพื้น ในสมัยที่โรมันรุ่งเรืองนั้น มีการสร้าง Arena แบบนี้ ถึงประมาณ 200 แห่ง ปัจจุบันหลงเหลืออยู่แค่ 6-7 แห่ง ที่ยังคงสภาพดีเหมือนเช่นอดีต ที่หนึ่งคือโคลอสเซียม ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี และอีกที่หนึ่งก็คือที่นี่ โดยปีที่เริ่มสร้างนั้นประมาณเดียวกัน.. ที่กรุงโรมใหญ่กว่า ที่นี่เล็กกว่า.. แต่ที่กรุงโรมนั้นสร้างเสร็จก่อน เพราะที่นั่นเป็นเมืองหลวง แหล่งธุรกิจ และเงินทุนจะอยู่ที่นั่น สำหรับที่นี่ใช้เวลาร่วมร้อยปีในการสร้าง เริ่มสร้างในปี BC 26 ถึงปี ค.ศ. 64 มีความยาว 135 เมตร กว้าง 105 เมตร ชาวโรมันสร้างที่นี่ไว้ใช้แข่งกีฬา และใช้เป็นที่ลงโทษนักโทษ ซึ่งจะมีการฝึกนักสู้ (Gladiator) ซึ่งเป็นทั้งทาสหญิง และทาสชาย ให้มาสู้รบกัน ถึงขั้นเลือดตกยางออก หรือตายกันไปข้างหนึ่ง ฉะนั้นการปูพื้นด้วยทรายจึงง่ายต่อการทำความสะอาด แค่ตักทรายเก่าที่เปื้อนเลือดออก แล้วนำทรายใหม่มาถม ในส่วนของอัธจรรย์แต่เดิมก็สร้างด้วยไม้ แต่ไม่นานก็มีการเปลี่ยนด้วยการใช้หิน และเริ่มสร้างทางเข้าเป็นประตูวงกบอย่างที่เห็นกัน แต่ยุคที่ออตโตมันเข้ามา ผู้คนก็มารื้อเอาหินที่นี่ไปสร้างบ้านสร้างเมือง โบสถ์วิหาร ที่ด้านนอกเมือง และถูกรื้ออีกครั้งในยุคนายพลติโต้..

ทีนี่สามารถจุคนได้ประมาณ 2 - 3 หมื่นคน ณ ยุคหนึ่งเป็นยุคที่ชาวโรมันรู้สึกว่าร้อน จึงสร้างหอคอยขึ้นมา บรรจุน้ำไว้ และได้ผสมน้ำหอมเข้าไปด้วย แล้วปล่อยเป็นน้ำพุพ่นออกมา เพื่อความเย็นฉ่ำ และหอม..  ส่วนด้านล่างนั้นเป็นห้องไว้สำหรับเก็บตัวนักสู้ นักรบ และเก็บตัวเสือ หรือสิงโตที่นำมาจากแอฟริกาใช้ในการสู้รบ ปัจจุบันพื้นที่ส่วนนี้ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ มีส่วนแสดงการทำน้ำมันมะกอก การเก็บ ไหน้ำมันมะกอก ไหไวน์ ชาขมสงสัยมาตั้งนานว่าทำไมไหเหล่านี้ ที่ขุดค้นพบเจอแถวทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หรือแม้กระทั่งทะเลอาเดรียอาติก มักจะก้นแหลม แล้วจะวางกันอย่างไรล่ะหนอ... ก็ได้คำตอบว่า สมัยก่อนเวลาเค้าขนส่งทางเกวียน หรือเรือก็ตาม เค้าจะถมทรายใส่เข้าไป เพื่อเป็นการเก็บอุณหภูมิ อ้อออออ ดังนั้นก็เหมาะแก่ก้นภานะแหลม ในการปักลงไป ไม่ให้มันเอนล้ม หรือน้ำหกออกไปนั่นเอง... และยังมีแผนที่โบราณวัดระยะทางจากการเดินในแต่ละวันโชว์ไว้อีกด้วย .. และส่วนบนใช้เป็นที่จัดงานคอนเสิร์ตใหญ่ มักมีศิลปินใหญ่ หรือนักร้องโอเปร่ามาจัดงานที่นี่ เช่น Norah Jones, Tom Jones, วง Sting และอีกมากมาย รวมทั้งยังเป็นที่จัดงานภาพยนตร์ประจำปีอีกด้วย

และเพื่อนๆ สามารถมองเห็นกำแพงบางส่วนเป็นสีขาว ดูใหม่ได้อย่างชัดเจน นั่นเพราะว่า เคยได้มีการลองทำความสะอาด แล้วปรากฏว่า มีความขาวสะอาดเหมือของสร้างใหม่ ช่างดูไม่ขลัง จึงได้มีการยุติ แต่ก็ทำให้เราได้เห็นว่า ของดั้งเดิมที่อายุนับพันปีนั้นเป็นอย่างไร ^^

หลังจากเที่ยว Arena แล้ว เราก็มุ่งหน้าขึ้นทางเหนือของเมืองพูล่า ไปอีก 30 นาที เราก็จะถึงเมืองโรวินจ์ (Rovinj) เป็นเมืองเก่า และเคยตกเป็นเมืองขึ้นของอิตาลีในยุคฟาสซิส มุโสลินี เป็นเมืองริมทะเล ตรงข้ามกับเวนิส คนที่นี่ใช้ภาษาอิตาเลียนได้ดี ซึ่งที่นี่เองเราก็จะแวะรับประทานอาหารกลางวันซึ่งเมนูเด็ดวันนี้ก็คือ ปลาหมึกย่าง หรือคาลามารีสุดแสนอร่อยค่ะ ..เติมพลังกันแล้วเราก็ไปชมวิหาร St. Euphemia ..ตามตำนานเล่าว่าพระนางอยู่ในยุคโรมัน ประมาณปี ค.ศ.304 สมัยกษัตริย์ดิโอเครเชี่ยน ผู้คนยังนับถือเทพ นางมาจากบอสฟอรัส (Bosphorus) ประเทศตุรกีในปัจจุบัน และมาเป็นนอกรีต เพราะยุคนั้น ศาสนาคริสต์ยังไม่ถูกยอมรับ นางเชื่อและรักพระเจ้า จึงได้ลักลอบทำพิธีทางศาสนาในบ้านกับผู้เชื่ออื่นๆ โดยมีการวาดรูปปลาไว้เป็นสัญลักษณ์หน้าบ้านให้ชาวคริสเตียนทราบกันว่า จะมารวมตัวมนัสการพระเจ้ากัน ณ ที่นี่บ้านนี้.. สุดท้ายนางก็ถูกจับ และขึงไปกับกงล้อของเกวียน แล้วลากไปด้วยม้า แต่นางก็ไม่ตาย นางจึงถูกจ้บโยนไปในบ่อสิงโต แต่สิงโตก็ไม่กินนาง แต่กินเพื่อนๆ คนอื่น แถมยังมาเลียบาดแผลให้ ..สุดท้ายนางเสียชีวิตเพราะพิษบาดแผลที่บอบช้ำ ชาวเมืองเลยเอาศพพระนางมาใส่โลงหิน เพราะเชื่อว่า จะคงสภาพได้ แต่เรื่องราวนี้ก็หายสาญสูญไป 500 ปี แล้วโลงศพของอูเฟเมียก็ถูกน้ำพัดมาให้พบเจอที่นี่ และมีปาฏิหาริย์เป็นแสงวงรัศมีบนท้องฟ้าในทุกๆ ครั้ง และจะเกิดความโชคดีแก่ชาวเมืองโรวินจ์ ซึ่งโลงศพจะอยู่ภายในโบสถ์.. เข้าไปอธิษฐานขอพรได้ ด้วยความสงบค่ะ

ตลาดทัวร์  แมกกาซีน... รอบรู้เรื่องเที่ยว เชี่ยวชาญเรื่องทัวร์ …สนุกกับการเดินทางไปกับเรานะคะ
LIKE & Follow: FB Fan Page: ตลาดทัวร์ แมกกาซีน
Subscribe: YouTube.com/TaladTourMagazine






สกู๊ปอื่นๆ ที่น่าสนใจ